วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

ใบทุเรียนเทศหรือทุเรียนนํ้า ---- เรื่องเล่าจากข่าว

สุดทึ่ง!! อดีตนายก อบต. อาชีพทนายความ ป่วยหนักแพทย์ระบุเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย จนกระทั่งน้องชายแนะนำให้ดื่มน้ำต้มใบทุเรียนเทศวันละ 3 เวลาเพียง 20 วัน หมออึ้ง!! ตรวจไม่พบเนื้อร้าย

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพินิจ แสงสร้อย อายุ 52 ปี บ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 7 ต.นาจักร อ.เมือง จ.แพร่ อดีตนายก อบต.สบสาย 2 สมัย และมีอาชีพทนายความปัจจุบัน พร้อมเปิดเผยความมหัศจรรย์ ที่เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค. 57 ที่ผ่านมา ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บป่วยจนถึงขั้นแพทย์ระบุเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ตนได้รักษาตามภูมิชาวบ้านหายขาดจากการดื่มน้ำต้มใบทุเรียนเทศ
 
ทางด้านนายพินิจ เปิดเผยว่า อาการแรกเริ่มจากที่ตนเองรู้สึก เหมือนมีก้อนเนื้อขึ้นที่ลำคอ จนเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ระหว่างนั้นคิดว่าจะเลือกใช้วิธีรักษาแบบธรรมชาติและพยายามหายาสมุนไพรมากิน แต่ไม่หาย จนกระทั่งวันที่ 28 ธ.ค. 57 ก้อนเนื้อที่ลำคอแตก รีบเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแพร่ โดยแพทย์วินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หลังจากรักษาแผลที่แตกเลือดหยุดไหลได้กลับมาพักรักษาต่อที่บ้าน ทุกคนในครอบครัวต่างช่วยกันพยายามหาหมอเก่งเฉพาะทางด้านมะเร็ง กระทั่งมีคนแนะนำว่ามีหมอที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตนก็ไปรักษา ขณะนั้นหมอระบุว่าว่ามะเร็งที่ลำคอแตกออก และยังมีเลือดไหลออกมาเรื่อยๆ ซึ่งได้ขยายลงไปสู่ปอดกับตับแล้ว ต้องอยู่รอดูอาการต่อไป
 
นายพินิจเผยต่ออีกว่า หลังจากทราบการวินิจฉัยโรคแล้ว ทำให้ตนกลับบ้านมาด้วยความหมดหวัง และก้อนเนื้อที่ลำคอเริ่มโตขึ้นอีก เหมือนมีกะลามะพร้าวมาค้ำคออยู่ จนกระทั่งนายภัคพงษ์ แสงสร้อย น้องชาย ทำงานสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กรุงเทพฯ แนะนำให้ตนเองลองใช้ใบทุเรียนเทศมาต้มดื่มกิน เผื่อจะหาย ตนเริ่มรู้สึกมีความหวังอีกครั้งรีบไปเสาะหาใบทุเรียนเทศที่จังหวัดลำพูน และนำมาต้มให้เข้มข้น จนน้ำกลายเป็นสีดำ ดื่มทุกวัน วันละ 3 เวลา โดยเริ่มดื่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เมื่อได้ประมาณ 20 วัน ปรากฏว่า เลือดที่ไหลออกมาเริ่มหยุดแห้ง ส่วนก้อนเนื้อที่ลำคอเริ่มยุบลงเรื่อยๆ
 
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 58 ที่ผ่านมา นายพินิจ ได้เดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็ง ที่อำเภอแม่สาย หลังจากแพทย์ตรวจวินิจฉัยอีกครั้ง ต้องตกใจพร้อมระบุว่า เชื้อมะเร็งขยายลงไปที่ตับและปอด หายหมด ส่วนที่ลำคอจากมะเร็งระยะ 4 กลับดีขึ้น กลายเป็นเพียงระยะ 1 นอกจากนี้แพทย์ยังระบุอีกว่า ไม่น่าเชื่อที่หายแบบก้าวกระโดดเช่นนี้
 
ขณะนี้อาการทุกอย่างเกือบจะเป็นปกติมากกว่า 80% สามารถทำงาน ขับรถ ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับ 3-4 เดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงต้องต้มใบทุเรียนเทศ ดื่มต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหายเป็นปกติ สำหรับใบทุเรียนเทศในจังหวัดแพร่นั้น มีที่อำเภอร้องกวาง โดยตนเองยืนยันว่า มะเร็งหายได้จากการดื่มน้ำต้มใบทุเรียนเทศ เพราะตั้งแต่ดื่มน้ำต้มใบทุเรียนเทศมาก็ไม่ทานยาอย่างอื่นเลย เนื่องจากเกรงว่าตัวยาอาจทำลายสรรพคุณกันได้ นายพินิจ กล่าวปิดท้าย

http://health4friends.lnwshop.com/

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

งูสวัด รักษาได้ง่ายนิดเดียว

 โรคงูสวัดคืออะไร

โรคงูสวัดเป็นโรคผิวหนังเกิดจากกลับติดเชื้อซ้ำของเชื้องูสวัดที่เรียกว่า varicella-zoster virus (VZV) ซึ่งเป็นเชื้อที่อยู่ในร่างกายทำให้เกิดตุ่มพองที่ผิวหนัง ปวดแสบร้อนมาก

สาเหตโรคงูสวัด

งูสวัดเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Hepes Varicella Zoster เป็นชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคไข้สุกใส ผู้ที่เป็นโรคไข้สุกใสมาก่อนจะยังคงมีเชื้อไวรัสนี้ที่ปมประสาทสันหลัง ซึ่งเมื่อร่างกายอ่อนแปเชื้อสามารถสร้างเพิ่มจำนวน ทำให้เกิดโรคงูสวัดได้ แต่จะเกิดเฉพาะแนวประสาท ไม่ลุกลามกระจายออกไปเพราะร่างกายมีภูมิต้านทานต่อเชื้ออยู่แล้ว แนวเส้นประสาทที่พบบ่อยได้แก่ บริเวณเอว ก้นกบ ตา ใบหน้า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่นผู้สูงอายุ หรือจากโรคเช่น เอดส์ การรับประทานยา steroid จะมีโอกาสที่จะเกิดโรคงูสวัดสูง

ตำแหน่งที่เกิดโรคงูสวัด

พบว่าตำแหน่งที่เกิดโรคงูสวัดพบได้บ่อย 3 ตำแหน่งได้แก่
  • ตามแนวเส้นประสาทไขสันหลัง ระหว่างรากประสาททรวงอกเส้นที่3ถึงระดับเอวข้อที่3( spinal root between T3 and L3)
  • ตามแนวเส้นประสาทสมองคู่ที่5 อาจจะทำให้เกิดตาบอดเรียกZoster ophthalmicus
  • ตามเส้นประสาทสมองคู่ที่7 ทำให้มีอาการปากเบี้ยวครึ่งซีกเรียก Ramsay Hunt syndrome
อาการโรคงูสวัด
  • จะมีอาการปวดตามตัวก่อนมีผื่น 2-3 วัน
  • มักจะไม่มีไข้อาจจะมีไข้ต่ำๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ
  • ต่อมาจะมีอาการทางผิวหนัง อาจจะแค่คันผิวหนัง บางคนปวดแสบปวดร้อน บางคนเสียวที่ผิวหนัง สำหรับคนที่เป็นที่ใบหน้าจะมีอาการปวดศีรษะ เห็นแสงจ้าไม่ได้
  • ต่อมาอีก 1-5 วันจะมีผื่นแดงอยู่เป็นกลุ่ม ต่อมาเป็นตุมน้ำใส มักจะขึ้นอยู่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย ตามเส้นประสาทที่เป็นโรค ตุ่มน้ำใสจะคงอยู่ประมาณ5 วันต่อมาผื่นจะตกสะเก็ดและหายไปใน2-3สัปดาห์ และอาจจะทิ้งรอยแผลเป็น ผู้ป่วยที่มีภูมิอ่อนแรงเช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ ผู้ที่ได้รับยากดภูมิ จะเป็นโรคนี้ได้บ่อย และเป็นรุนแรง
โรคแทรกซ้อนที่สำคัญของงูสวัด
  • มีอาการปวดเส้นประสาทซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุด
  • เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ อาการที่สำคัญได้แก่
    • ปวดศีรษะ
    • ไข้
    • มองแสงจ้าไม่ได้
    • คอแข็ง
    • อาเจียน
  • ประสาทไขสันหลังอักเสบ
  • หลอดเลือดอักเสบ.
  • อาจจะทำให้ปอดอักเสบ ตับอักเสบในรายที่เป็นมะเร็ง
  • งูสวัดเข้าตาซึ่งอาจจะทำให้ตาบอด
  • ปากเบี้ยว
วิธีการรักษาโดยใช้สมุนไพร
  • ใบย่านางเขียว 10 ใบ
  • ใบพลูกินกับหมาก 3-5 ใบ
  • ว่านหางจระเข้ 2หาง เอาแต่วุ้น
  • เสลดพังพอนตัวเมีย 1-2 กำมือ
  • ใบเหงือกปลาหมอ 2-3 ใบ
  • ข้าวเหนียวสารนิดหน่อย
  • นำ้สะอาด 1-2 แก้ว
 วิธีทำ คือ เอาข้างเหนียวสารแช่นํ้า20นาที ส่วนสมุนไพรตัวอื่นล้างนํ้าให้สะอาด แล้วเอาทั้งหมดมาปั่นรวมกัน (ใช้นํ้าแช่ข้าวเหนียวสารปั่นด้วย) ปั่นละเอียด แล้วกรองแต่นํ้าใช้ทา แผลพุพองของงูสวัด นํ้าที่เหลือแช่ตู้เย็นเก็บไว้ทาได้ 1-2 วัน  นํ้าสมุนไพรนี้ใช้รักษาได้ทั้ง ตุ่มใส เริม ผื่นคัน ทาไปราว 5-7 วัน อาการปวดแสบปวดร้อนจะหายไปแผลทั้งหมดจะแห้ง โดยไม่มีรอยแผลเป็น


ที่มา : http://health4friends.lnwshop.com/

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ยานํ้าระดมพล ทำให้ผิวสวยหน้าใสได้จริงๆ

ยานํ้าระดมพล
การกินยาน้ำระดมพลเพื่อรักษาสิวนั้นก็เหมือนกันการรักษาสิวด้วยการ Detox อย่างหนึ่ง คือเป็นการขับของเสียที่สะสมในร่างกายออกมา แล้วสิวที่หน้าก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งการขับของเสียในร่างกายของเรานี้รวมตั้งแต่การขับถ่ายอุจจาระและการมีประจำเดือนในผู้หญิง ถ้าของเสียไม่ค้างในร่างกาย ผิวพรรณก็จะสดใส การกินยาน้ำระดมเพื่อรักษาสิวนั้นก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ปลอดภัย และประหยัดมากๆทางหนึ่งที่อยากแนะนำให้เพื่อนๆได้รู้จัก

สรรพคุณ (ในฉลาก)

ยาน้ำระดมพล เป็นยาแก้กษัย และปวดเมื่อยตามร่างกาย และแก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน สำหรับสตรีระดูไม่ปกติ เป็นยาระบาย

ขนาดรับประทาน

รับประทานครั้งละ 1 ช้อนคาว ถ้าธาตุหนักรับประทานครั้งละ 2-4 ช้อนคาว
ก่อนเข้านอนวันละ 1 ครั้ง

หลังจากกินยาน้ำระดมพล

อย่างแรกเลยต้องถ่ายท้องแน่นอนกินแล้วสักครึ่งชั่วโมงต้องวิ่งเข้าห้องน้ำ เวลาถ่ายหากสังเกตที่เราถ่ายออกมาหากเป็นสีดำแสดงว่าเรามีพิษในร่างกายเยอะ แต่หากเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆพิษก็น้อยหน่อย หากกินอย่างต่อเนื่องสีก็จะอ่อนขึ้นตามลำดับ ส่วนในเรื่องสิวนั้นหากกินอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดการเกิดสิวอักเสบได้ดี เวลาที่เป็นสิวก็จะยุบเร็วกว่าที่เคยเป็น แล้วสิวใหม่ก็จะไม่ค่อยขึ้นด้วย ส่วนเรื่องรอยสิวนั้นก็คงจะไม่มีผลสักเท่าไร แต่ผลที่เกิดขึ้นก็แล้วแต่คนด้วยบางคนกินแล้วก็ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ส่วนใหญ่กินแล้วได้ผลดี คนที่กินแล้วไม่ค่อยได้ผลลองเพิ่มปริมาณการกินต่อครั้งดูจาก 2 ช้อนโต๊ะอาจจะเป็น 4-6 ช้อนโต๊ะน่าจะช่วยได้บ้าง

ผลด้านนำ้เหลือง อาการคันที่ผิวกาย

ทานยาไปขวดที่1-3 ยังไม่เห็นผลเท่าไหร่ พอมาขวดที่4 แผลที่เคยเป็นน้ำเหลืองไม่ดี เริ่มแห้ง อาการคันลดลง เริ่มทานขวดที่6 แผลที่เคยเป็นไม่เปื่อยอีกเลย  ขวดที่ 7 เนื้อจะเริ่มเรียบเนียนเหมือนเดิม แต่สีผิวที่เป็นสี่น้ำตาลก็เริ่มจางลงเรื่อยๆเวลามีแผลใหม่หรือโดนยุงกัด จะไม่คันและเป็นรอยดำเหมือนเดิมแล้ว

ผลด้านประจำเดือน อาการอักเสบของสิวที่ผิวหน้า

เริ่มจากการที่ประจำเดือนมาน้อยถึงน้อยมาก ประจำเดือนมีสีคลำ้ หรือมีกลิ่นคาว ก็มาเยอะขึ้น สีสดขึ้นไม่มีกลิ่นเหม็น อาการปวดท้องประจำเดือนลดลง เพราะของเสียถูกขับออกมาหมด  สำหรับผิวพรรณที่ใบหน้า จากที่เป็นคนผิวมัน สิวขึ้นตลอด ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดมาก ผิวที่กระดำกระด่าง  ก็แลดูจางลงเยอะ 

สรุปได้ว่า

สำหรับคนที่มีปัญหาผิว+การขับถ่าย+ประจำเดือนมาน้อย ยาตัวนี้ตัวเดียว รักษาได้ทั้ง3อาการ ราคาก็ถูก ถึงแม้ว่ารสชาด จะไม่ดีเท่าไร แต่ผลดีเกินคาดจริงๆ แถมไม่มีผลข้างเคียงทำร้ายระบบภายในเหมือนยาเคมีบางตัวด้วย



ที่มา : http://health4friends.lnwshop.com/

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

"ตะไคร้ อัญชัน กระชาย "บำรุงร่างกาย

สูตรสมุนไพร บำรุงไต สายตา แก้เพลีย
สูตรดังกล่าวมีวิธีทำง่ายๆ คือ
เอากระชายสด 50 กรัม
ตะไคร้สด 50 กรัม และ
ดอกอัญชันสด 30 กรัม
ต้มกับน้ำ กะโดยสายตาจนเดือดแล้วดื่มขณะอุ่นทุกวัน
วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละครึ่งแก้ว หรือดื่มแทนน้ำ
กระชาย ตะไคร์ อัญชัน บำรุงไต สายตา แก้เพลียกระชาย ตะไคร้ อัญชัน บำรุงไต สายตา แก้เพลีย ถ้า..ต้มดื่มติดต่อกัน 3-6 เดือน จะช่วยบำรุงไตสำหรับไตปกติให้แข็งแรง ไม่ใช่ดื่มเพื่อรักษาโรคไต บำรุงสายตาแก้ตาแห้ง บำรุงกำลังและแก้อาการอ่อนเพลีย ร่างกายกระชุ่มกระชวยดีมาก
มาลองดูสรรพคุณของแต่ละตัวค่ะ
กระชาย
ประโยชน์ เหง้าและรากมีน้ำมันหอมระเหย เช่น CINEOL, BORNEOL, ใช้แต่งกลิ่นอาหารและแก้บิด สรรพคุณกระชาย
1.ช่วยบำรุงตับ ไต แข็งแรง
2.ช่วยฟื้นฟูต่อมไทรอยด์ ต่อมใต้สมอง
3.ช่วยบำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง กระดูกไม่เปราะบาง
4.ช่วยให้เส้นผมไม่หงอกก่อนวัยเล็บมือ เล็บเท้า แข็งแรง
5.ช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ไม่ให้สูงมากหรือต่ำมากเกินไป
6..ช่วยบำรุงหัวใจ ระบบกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง เต้นสม่ำเสมอ ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น
7.ช่วยปรับฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจน และฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเตอโรน ซึ่งอยู่ในร่างกายทุกคน ไม่ว่าผู้หญิงหรือชาย
ตะไคร้
ประโยชน์ ทั้งต้นเป็นเครื่องเทศ ทำเครื่องดื่ม เป็นยาขับปัสสาวะ ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ สารสำคัญคือน้ำมันหอมระเหยซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยสาร CITRAL และ GERANIOL

ต้น
1. รสฉุน สุมขุม แก้หวัด ปวดศีรษะ ไอ
2. แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ขับลมในลำไส้ บำรุงไฟธาตุ
3. ทำให้เจริญอาหาร แก้ปวดกระเพาะอาหาร แก้ท้องเสีย
4. แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อย ฟกช้ำจากหกล้ม ขาบวมน้ำ
5. แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว ขับปัสสาวะ ประจำเดือนมาผิดปกติ
6. แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้โรคหืด

ราก
1. แก้เสียดแน่น แสบบริเวณหน้าอก ปวดกระเพาะอาหารและขับปัสสาวะ
2. บำรุงไฟธาตุ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะพิการ
3. รักษาเกลื้อน แก้อาการขัดเบา
ใบสด - มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้
ต้น - มีสรรพคุณเป็นยาขับลม แก้ผมแตกปลาย เป็นยาช่วยให้ลมเบ่งขณะคลอดลูก ใช้ดับกลิ่นคาว แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุให้เจริญ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่วปัสสาวะพิการ แก้หนองใน
อัญชัน
ประโยชน์ ดอกใช้แต่งสีขนม ใช้ทดสอบความเป็นกรด-ด่างแทนกระดาษ “ลิตมัส” น้ำคั้นจากดอกทาทำให้ผมขึ้นและคิ้วดก ซึ่งจะได้ผลดีในเด็ก เพิ่มเติมอีกส่วนค่ะ ในสีม่วงของอัญชัญมี แอนโทไซยานิน (anthocyanins) สีม่วงจากพืชตระกูลบลูเบอร์รี่ ถูกใช้เพื่อเสริมสมรรถภาพการมองเห็นและลดปัญหาที่เกิดกับระบบหมุนเวียนของเลือด ในลักษณะเดียวกับการใช้น้ำคั้นอัญชันมาเป็นเวลานาน มีการใช้ในผู้ป่วยเบาหวานและแผลในกระเพาะอาหาร จึงมีคุณสมบัติต้านการเกิดโรคมะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวตายและต้านการเกิดสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง
พืชที่มีแอนโธไซยานินมักพบสารกลุ่มโพลีฟีนอลด้วย สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและช่วยชะลอสภาวะเสื่อมของเซลล์เพราะสาร สารแอนโธไซยานิน นี่แหละ ไปกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดทำให้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้ดีขึ้น เช่น ไปเลี้ยงรากผม ทำให้ผมดก เงางาม ไปเลี้ยงดวงตา ทำให้ตามองเห็นชัดเจน ไปเลี้ยงปลายนิ้ว(คนแก่เป็นกันเยอะ ปลายนิ้วชา) จะทำให้ไม่เป็นเน็บชา ที่สำคัญ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นเส้นเลือดอุดตันด้วยแถมยังชลอความแก่ และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคมะเร็ง
-มีคุณสมบัติล้างพิษ ของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายและช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ช่วยชลอความแก้ บำรุงสมอง และต้านอนุมูลอิสระ -
ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
-ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัยและช่วยทำลายพิษจากอนุมูลอิสระ

ที่มา : http://health4friends.lnwshop.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

สรรพคุณของเห็ดพิมาน(Phellinus) --เรื่องเล่าจากข่าว

12 มี.ค.58 หลังจากครอบครัวเค้ามูลคดีเกือบสิ้นหวัง ที่นักแสดงอาวุโส "แม่ทุม ปทุมวดี" เข้ารับการรักษาอาการป่วยโรค ALS ในโรงพยาบาลมานานกว่า 2 ปี ซึ่งก่อนนี้แพทย์บอกว่าให้ทำใจได้เลย เพราะมีโอกาสรอดเพียง 30 เปอร์เซนต์เท่านั้น แต่แล้วในที่สุดปาฏิหารย์ก็มีจริง เมื่อลูกสาวของแม่ทุม "ยุ้ย ปัทมวรรณ" ได้เผยว่า คุณแม่อาการดีขึ้นแล้ว จากที่ไม่พูดไม่ตอบสนองมานานกว่า 6 เดือน ตอนนี้ก็จำตนได้เรียกชื่อตนได้
ล่าสุดเธอก็ได้โพสต์อินสตาแกรมชี้แจงว่า เหตุใดคุณแม่ถึงมีอาการดีขึ้น พร้อมขอบคุณผู้อยู่เบื้องหลัง ที่ยืนมือเข้ามาช่วยเหลือในครั้งนี้ ระบุว่า
"กรณีอาการ ALS ของคุณแม่ ซึ่งดีขึ้นราวปาฏิหารย์นั้น นอกจากคณะแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ที่ครอบครัว “เค้ามูลคดี” จะต้องขอบพระคุณที่ได้ดูแลคุณแม่อย่างดีแล้ว บุคคลสำคัญสองท่านที่ครอบครัวเค้ามูลคดีจะไม่ลืมบุญคุณ คือ อาอ้อย จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ซึ่งประสานให้เราได้รับความช่วยเหลือจาก ดร.แฟรงค์ ชาน จาก อเมซิ่ง เกรซ เฮลท์ โปรดักท์ ซึ่ง ดร.แฟรงค์ ชาน เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทาการวิจัยเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์ โรค ALS โรค MS และโรคมะเร็ง ร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ฮ่องกง เกาหลี และญี่ปุ่น รวมทั้งได้ทางานวิจัยกับมหาวิทยาลัยในประเทศเกาหลีเกี่ยวการใช้สารสกัดจากเห็ด Phellinus หรือเห็ดพิมาน ในโรคที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางทางานผิดปกติ ได้แก่ ALS MS อัลไซเมอร์ และ พาร์กินสัน
เห็ดพิมาน คืออะไร




"เห็ดกระถินพิมาน" (Phellinus igniarius) หรือที่ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกว่า คะยา หรือ หนามขาว ชาวสุโขทัย เรียกว่า กระถินป่า หรือ กระถินวิมาน ชาวภาคกลางเรียก กระถินหางกระรอก หรือ กระถินพิมาน นั้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Fomes rimosus (Berk.) Cooke. เป็นเห็ดในตระกูล olyporaceae เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม สูงประมาณ 8-10 เมตร มักขึ้นตามป่าละเมาะ หรือป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง อย่างในประเทศไทยก็พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะทั่วไปของ "เห็ดกระถินพิมาน" จะมีลำต้นเป็นสีน้ำตาล มีหนามใบเล็กละเอียดออกตามก้านใบสลับตรงกันข้าม ใบของ "เห็ดกระถินพิมาน" จะเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกดอกเป็นพู่สีขาวอมม่วง ปลายเป็นขนสีเหลืองส่งกลิ่นหอม ฝักแบนโค้งสีน้ำตาล ส่วนดอกเห็ดจะมีลักษณะแข็งเหมือนเนื้อไม้ ไม่มีก้าน และเจริญออกมาจากลำต้นไม้ในลักษณะเป็นก้อนครึ่งวงกลม

ทั้งนี้ ตามตำรับยาสมุนไพร ระบุไว้ว่า ส่วน "ราก" และ "ต้น" ของ "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถนำไปใช้ทำยาได้หลากหลายอาการ คือ ส่วนราก ซึ่งมีรสฝาดเฝื่อน สามารถนำไปแก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้พิษงูได้ ขณะที่ลำต้น จะใช้ "เห็ด" ซึ่งมีรสเมาเบื่อ ไปแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ถ้านำเห็ดไปฝนกับน้ำปูนใสหรือเหล้าแล้วนำไปหยอดหู จะแก้ปวดหู แก้พิษฝีในหูได้ นอกจากนั้น ยังสามารถนำมาทาบาดแผลที่เน่าเปื่อย น้ำเหลืองเสีย สามารถแก้เริม แก้งูสวัดได้อีกด้วย 
ส่วนที่มีเสียงร่ำลือว่า "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถรักษาโรคมะเร็งได้นั้น ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันไบโอเทคและเห็ด มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ และผู้อำนวยสถาบันอานนท์ไบโอเทค ผู้เชี่ยวชาญเห็ด องค์การค้าโลกแห่งสหประชาชาติ ปี พ.ศ.2524-2548 ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการเพาะ "เห็ดกระถินพิมาน" มาแล้ว ให้ข้อมูลว่า เห็ดดังกล่าวมีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งจริง เพราะมีสารโพลีแซคคาไลน์ สารไตรโตรปินอย สารเนเชอรัลสเตอรอยด์ ที่เข้าไปช่วยยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด 

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากิน "เห็ดกระถินพิมาน" แล้วจะสามารถรักษาโรคมะเร็งได้เลย เพราะต้องนำเห็ดมาผ่านกรรมวิธีการหมักด้วยจุลินทรีย์ก่อน เพื่อให้ได้ผลดี รวมทั้งยังต้องควบคุมการรับประทานอาหารควบคู่ไปด้วย การใช้ "เห็ดกระถินพิมาน" รักษามะเร็งจึงจะสัมฤทธิ์ผล และนอกจากโรคมะเร็งแล้ว งานวิจัยก็ยังพบว่า "เห็ดกระถินพิมาน" สามารถรักษาโรคเบาหวาน สร้างเม็ดเลือด แผลพุพอง ภูมิแพ้ ไข้หวัดใหญ่ ผื่นคัน ไขข้ออักเสบ ได้เช่นกัน 

ดร.อานนท์ ยังบอกด้วยว่า ในอดีต ประเทศไทยพบ "เห็ดกระถินพิมาน" ในจังหวัดสกลนคร และแถบอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย แต่ชาวบ้านไม่รู้ว่านี่คือเห็ด นึกว่าเป็นไม้แห้ง จึงไม่ได้สนใจ และนำไปทำฟืนแทน ก่อนที่ชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยจะไปพบเข้า จึงนำเห็ดดังกล่าวไปสกัดเป็นยาในต่างประเทศ แล้วส่งกลับมาขายในประเทศไทย จึงถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเห็ดชนิดนี้ในต่างประเทศซื้อขายกันในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

บทความจาก ข่าวและ Cancer Research UK, cancerresearchuk.org
ที่มา  http://health4friends.lnwshop.com/

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

ผักเชียงดา ผู้ฆ่านํ้าตาล

เชียงดา เป็นไม้เถาเลื้อย ใบเป็นใบเดี่ยว รูปกลมรี ฐานใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ สีเหลืองอมส้ม ดอกย่อยกลมเล็ก ผลเป็นฝักคู่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gymnema inodorum (Lour.) Decne. ชื่ออื่นๆว่า ผักเซ็ง, ผักจินดา, ผักเจียงดา, ผักกูด, ผักเซ่งดา, ผักม้วนไก่
       
       เป็นผักพื้นบ้านทางเหนือของไทย และยังพบได้ในประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย ศรีลังกา มาเลเซีย เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น และแอฟริกา
       
       กว่า 2,000 ปีมาแล้วที่ประเทศอินเดียใช้เชียงดาเป็นยาอายุรเวทในการรักษาโรคเบาหวาน ในภาษาฮินดูเรียกเชียงดาว่า “Gurmar” แปลตรงตัวว่า “ผู้ฆ่าน้ำตาล” หรือ “ผู้พิฆาตน้ำตาล” เพราะสามารถช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งชนิดพึ่งอินซูลิน และไม่พึ่งอินซูลินได้
       
       นอกจากนั้น ผักเชียงดายังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในยอดอ่อนและใบอ่อนมีวิตามินซีเบต้าแคโรทีน และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง และผักเชียงดาคั้นน้ำสดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยสามารถป้องกันการทำลายดีเอ็นเอในเซลล์เม็ดเลือดขาว
       
       ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร บอกว่า เชียงดามีสารสำคัญคือ gymnemic acid ซึ่งสกัดมาจากรากและใบ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ผักเชียงดามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดมาตั้งแต่ปี 1926 และในปี 1981 มีการยืนยันผลการลดน้ำตาลในเลือดและเพิ่มปริมาณอินซูลินในสัตว์ทดลองและในคนที่เป็นอาสามัครที่แข็งแรง พบว่า ผักเชียงดาไปฟื้นฟูเบต้าเซลล์ของตับอ่อน (อวัยวะที่สร้างอินซูลิน) ทำให้ผักเชียงดาสามารถช่วยคุมน้ำตาลได้ในคนเป็นเบาหวานทั้งชนิด type 1และ type 2
       
       และตั้งแต่ในปี 1990 เป็นต้นมามีการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ที่ค้นพบประสิทธิภาพกลไกออกฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด เช่น การศึกษาในมหาวิทยาลัยมัทราส ประเทศอินเดีย ศึกษาผลของผักเชียงดาในหนูโดยให้สารพิษที่ทำลายเซลล์เบต้าในตับอ่อนของหนู พบว่า หนูที่ได้รับผักเชียงดาทั้งในรูปของผงแห้งและสารสกัด มีระดับน้ำตาลในเลือดกลับมาเป็นปกติภายใน 20-60 วัน ระดับอินซูลินกลับมาเป็นปกติ และจำนวนของเบต้าเซลล์เพิ่มขึ้น
       
       ในกลุ่มหมอกลางบ้านไทยใหญ่มีตำราระบุถึงเชียงดาว่าเป็น “ยาแก้หลวง” คือ เป็นยาที่ใช้แก้ได้หลายอาการ รักษาได้หลายโรค มีสรรพคุณคล้ายฟ้าทะลายโจร แก้ไข้ แก้แพ้ แก้เบาหวาน โดยหน้าแล้งจะขุดรากมาทำยา หน้าฝนจะใช้เถาและใบ โดยสับตากแห้งบดชงเป็นชาดื่ม
       
       นอกจากนี้ ยังใช้แก้แพ้ เวียนศีรษะ แก้ไข้สันนิบาต (ชักกระตุก) หรือเมื่อเกิดอาการคิดมาก มีอาการจิตฟั่นเฟือน นอกจากนี้ คนไทยใหญ่ยังใช้ผักเชียงดารักษาอาการท้องผูกโดยจะแกงผักเชียงดา รวมกับผักตำลึงและยอดชะอม กินในหน้าร้อน เพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกายด้วย
       
       เชียงดาจะมีรสขมนิดๆ หากเด็ดใบแก่มาเคี้ยวกิน หลังจากนั้นกินน้ำตาลทรายเข้าไป น้ำตาลจะไร้รสชาติ ไม่มีความหวาน ปัจจุบัน มีการนำเชียงดาไปสกัดและผลิตออกมาในรูปของแคปซูล เพื่อสะดวกในการรับประทาน
       
       ข้อควรระวัง!!
       
       การรับประทานเชียงดาอาจทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เมื่อใช้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาล ดังนั้น ควรแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบเมื่อใช้เชียงดาร่วมในการรักษาเบาหวาน


   (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 150 มิถุนายน 2556 โดย เก้า มกรา) 
  Cr: http://health4friends.lnwshop.com/

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เมล็ดเชีย (Chia seeds) ประโยชน์และข้อควรระวัง

Chia Seeds (เมล็ดเชีย) ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า " Salvia Hispanica "

หากย้อนอดีตกลับไปจะพบว่า Chia Seeds (เมล็ดเชีย) ถูกปลูกท่ามกลางหุบเขาของเม็กซิโก และเป็นอาหารที่คนแถบประเทศเม็กซิโกและโบลิเวียทานกันมานานกว่า 5,000 ปี โดยชาวอินเดียนแดงและชาวแอซเท็ก (Aztecs) พวกเขาได้นำ Chia Seeds (เมล็ดเชีย)มาใช้เป็นอาหาร โดยผสมกับข้าวโพด, ถั่ว, ผักโขม และยังใช้เป็นยารักษาโรค นอกจากนี้ Chia Seeds (เมล็ดเชีย) ยังใช้สำหรับบูชาพระเจ้าในงานพิธีต่างๆ รวมถึงยังใช้แทนเงินในการแลกเปลี่ยนสิ่งของอีกด้วย จากประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่ชาวแอซเท็ก (Aztecs) ออกรบเพื่อพิชิตดินแดนใหม่ ซึ่งจะต้องใช้พลังงานในการเดินทาง และทำสงคราม นักรบแต่ละคนจะต้องมี Chia Seeds (เมล็ดเชีย) ติดตัวไปด้วย เพราะจะทำให้นักรบ แข็งแรงมีกำลังในการรบและประโยชน์ของมันยังช่วยซ่อมแซมร่างกายในเวลาที่บาดเจ็บ

ประโยชน์ของ Chia Seeds (เมล็ดเชีย)

1. Chia Seeds (เมล็ดเชีย) เป็นเมล็ดพืชที่มีน้ำมัน Omega-3 (โอเมก้าสาม) สูงมากกว่าปลาแซลมอนและพืชชนิดอื่นถึง 8 เท่า ซึ่งเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ บำรุงสมองและจอประสาทตา , ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด , ลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอร์ไรด์   ( Triglyceride ) และลดความรุนแรงของโรคปวดข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)

2. Chia Seeds (เมล็ดเชีย) มี Calcium (แคลเซียม) มากกว่านมสดหนึ่งแก้วถึง 6 เท่า ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ลดการเสื่อมของกระดูกในผู้สูงอายุ

3. Chia Seeds (เมล็ดเชีย) จะมี Boron (โบรอน) ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้ดีขึ้น และเสริมสร้างเข้าไปพร้อมกับการสร้างกระดูกใหม่อยู่ตลอดเวลาที่รับประทานเป็นประจำ สม่ำเสมอ

4. Chia Seeds (เมล็ดเชีย) มี Fiber (ไฟเบอร์) ที่สูงมาก ซึ่งเป็นกากใยอาหารที่สำคัญต่อการขับถ่าย สำหรับผู้ที่ท้องผูกหรือมีปัญหาระบบขับถ่าย ไฟเบอร์จากเมล็ดเชียถือเป็นทางเลือกที่ดีมาก

5. สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรผสม Chia Seeds (เมล็ดเชีย) ในน้ำเปล่า แช่ให้เมล็ดพองตัวเต็มที่ ดื่มระหว่างมื้ออาหารของทุกมื้อ เหตุเพราะเมล็ดเชียจะมี Mucilage (มูซิลเลจ) สูงมาก กากใยชนิดนี้ทำหน้าที่เป็นตัวชลอในกระบวนการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ซึ่งดีมากกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

6. Chia Seeds (เมล็ดเชีย) มี Protein (โปรตีน) สูง ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอ โดยสารอาหารจะผ่านเข้าไปตามระบบไหลเวียนโลหิตแล้วไปสู่อวัยวะต่างๆ ซึ่งเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

7. Chia Seeds (เมล็ดเชีย) จะมีการดูดซับน้ำได้สูง ซึ่งจะอุ้มน้ำไว้ เมื่อเราทานเข้าไป ร่างกายจะไม่ขาดน้ำ ให้ความสดชื่นที่ยาวนานขึ้น เหตุเพราะเมล็ดเชียช่วยให้น้ำอยู่ในระบบทางเดินอาหารนานขึ้น ผ่านกระบวนการย่อยอย่างช้าๆ จึงนำน้ำไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ประโยชน์สูงสุด

8. ผู้ที่มีปัญหา กรด แก๊สในกระเพาะสูง ซึ่งจะนำท่านไปสู่อาการอาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อน หากทาน Chia Seeds (เมล็ดเชีย) เป็นประจำ จะช่วยลดปัญหานี้ได้

9 สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องความอ้วน  Chia Seeds (เมล็ดเชีย) เป็นอีกหนึ่งตัวช่วย ในการควบคุมน้ำหนักของคุณ เหตุเพราะ Chia Seeds (เมล็ดเชีย) จะมีการดูดซึมน้ำและผลิตเจลในปริมาณมากออกมา ซึ่งทำให้คุณอิ่มนานขึ้น อีกทั้ง Chia Seeds (เมล็ดเชีย) มีปริมาณพลังงาน โปรตีน สารอาหารต่างๆที่สูงมาก ดังนั้นนอกจากอิ่มนานแล้ว คุณยังได้รับสารอาหารที่ดีอีกด้วย แนะนำให้ผสมเมล็ดเชียกับน้ำเปล่า ดื่มระหว่างวันเพื่อควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายเพิ่มเติมเพื่อเร่งการเผาผลาญ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีสุขภาพและรูปร่างที่ดี

10. ชะลอวัย ชะลอความเสื่อมของผิวพรรณ ในปัจจุบันได้มีการนำไปสกัดผสมในเครื่องสำอางบำรุงผิว เหตุเพราะ Chia Seeds (เมล็ดเชีย) นั้นมีส่วนช่วยให้ผิวชุ่มชื้น  เนื่องจากเจลของเมล็ดและน้ำมันโอเมก้าสามนั้นจะทำให้ผิวชุ่มชื้นไม่แห้งกร้านทำให้ดูอ่อนกว่าวัยเช่นเดียวกับการรับประทานเป็นประจำ

ข้อควรระวังจากการทานเมล็ดเชีย (Chia Seeds Side Effects )

เมล็ดเชีย (Chia Seeds) เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ โปรตีน เส้นใย และ ฟลาโวนอยด์ เป็นที่ยอมรับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกา และ ได้รับการยืนยันว่าไม่มีแนวโน้มเป็นพิษ สมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกัน (AHA) ได้แนะนำให้ผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจควรกินเมล็ดเชีย(Chia Seeds) ทุกวัน แต่ทั้งนี้คุณประโยชน์และโทษจากผลข้างเคียงยังไม่มีใครรู้สักเท่าไหร่

จากการสังเกตและศึกษาที่ได้รับการเปิดเผยในก่อนหน้านี้ข้อควรระวังมีดังนี้

• เมล็ดเชีย(Chia Seeds) มีเส้นใยสูงถึง 25% อาจก่อให้เกิดอาการท้องอึดและแก๊สในทางเดินอาหารได้ ข้อควรแนะนำให้รับประทานเมล็ดเชีย(Chia Seeds) ที่พองตัวเรียบร้อยแล้ว
• เมล็ดเชีย(Chia Seeds) มีองค์ประกอบเป็นสารก่อภูมิแพ้ในกรณีที่ผู้เป็นภูมิแพ้เมล็ดมัสตาร์ด สำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้เมล็ดมัสตาร์ดแนะนำให้หลีกเลี่ยง
• เมล็ดเชีย(Chia Seeds) มีโอเมก้า 3สูง ซึ่งมาความสามารถสลายลิ่มเลือด สำหรับผู้ที่ใช้ยา blood thinners ผู้ที่ใช้ยาแอสไพริน และผู้ป่วยกำลังจะทำการผ่าตัด ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน แต่ ผู้ป่วย haemophiliacs ให้หลีกเลี่ยงการรับประทานเชีย
• เมล็ดเชีย(Chia Seeds) มีจำนวนของกรดอัลฟาไล-โนเลนิค สูง
มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าจำนวนมากของกรดอัลฟาไลโนเลนิ-ในอาหารอาจเพิ่มโอกาสของการ มะเร็งต่อมลูกหมาก
หากคุณมีมะเร็งต่อมลูกหมากหรือมีความเสี่ยงสูงในการได้รับมันหลีกเลี่ยงการรับประทานในปริมาณมากของ Chia
• การวิจัยที่ทำโดยโรงพยาบาลเซนต์ไมเคิลในโตรอนโต, แคนาดา ได้ชี้ให้เห็นว่าเมล็ด Chia อาจมีความสามารถในการลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่น่าตกใจ ดังนั้นผู้ป่วยความดันโลหิตต่ำควรทานในปริมาณน้อย
• ไม่ควรบริโภคเมล็ดเชีย(Chia Seeds)ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ควรหยุดพักเป็นบางกรณี
• คุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่ต้องการรับประทานเมล็ดเชีย(Chia Seeds) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยเพียงพอเกี่ยวกับผลกระทบต่อผู้ที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
• เมล็ดเชีย(Chia Seeds)มีวิตามิน B17 สูง , สำปรับผู้ที่ทาน วิตามิน B17 เป็นประจำและทานเมล็ดเชีย(Chia Seeds)อาจจะได้รับปริมาณ วิตามิน B17 เกินขนาด

ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการทานเมล็ดเชีย ถ้าคุณทานในปริมาณที่แนะนำหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางของคุณก่อน

ปริมาณ ที่แนะนำในการทาน เมล็ดเชีย

ผู้ใหญ่ - 15 กรัม (2 ช้อนโต๊ะ).ต่อวัน
สำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรทาน 33 ถึง 41 กรัม ทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน
เด็กอายุ (5-18 ปี) - 1.4 ถึง 4.3 กรัมต่อวัน
อายุต่ำกว่า 10 - 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน




ที่มา : http://health4friends.lnwshop.com/