วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วิธีรักษาแผลโรคเบาหวานให้ทุเลาลง (ตำรับยา เรียกเนื้อ)

 วิธีรักษาแผลโรคเบาหวานให้ทุเลาลง (ตำรับยาเรียกเนื้อ)
1. น้ำมันมะพร้าว 1000 ซีซี หรือ 1 ลิตร
2. ไข่แดงของไข่เป็ดเบอร์ 0 (4-6 ฟอง)
3. เนื้อลูกหมากสดแก่ๆ 2 ลูก
4. สารส้มสตุค่ะ 1 หัวแม่โป้ง

  วิธีทำยา
* ใช้ผ้าขาวบาง ปูบนชามแกง
* เอาไข่แดงที่แยกเรียบร้อยแล้ว ใส่ลงบนผ้าขาวบาง แล้วตีให้เป็นเนื้อเดียวกันเบาๆ
* ทุบเนื้อหมาก ให้แตกๆ ใส่ลงไปในผ้าขาวบางที่มีไข่ตีแล้ว
* ใส่สารส้มสตุ ลงไป แล้วผูกผ้าขาวบางให้เรียบร้อย
* เอาน้ำมันมะพร้าวตั้งไฟอ่อนๆ
* เอาผ้าขาวบาง หย่อนลงไป
* รอจนน้ำมันมะพร้าวเดือดปุดๆ แล้วมีน้ำมันไข่แดงออกมา
* สังเกตว่าจะเริ่มมีฟอง ก็ใช้ได้
* น้ำมันยาที่ได้จะมีสีเหลืองๆ อมส้ม
* เอาน้ำมันที่ได้ กรอกใส่ขวดไว้เป็นยาใส่แผล

  ข้อดีของยาตำรับนี้
การใส่แผลด้วยยาจากน้ำมันมะพร้าวผสมไข่แดง คือ...ไม่ต้องล้างและคว้านแผล
ดังนั้น แผลจะค่อยๆดูดน้ำมันยา เข้าไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูแผล ตัวที่ประสานแผลคือหมาก
สารส้มจะมีฤทธิ์ช่วยดูดหนอง ไข่แดงคือเลซิตินที่ทำให้เซลส์ประสาทงอกขึ้นมาและดึง
ออกซิเจนเข้าแผลได้มากยิ่งขึ้นแผลจะตื้นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วไม่เป็นแผลเป็น
การดูแลผู้ป่วยมีแผลเบาหวาน โดยไม่ต้องไปปลูกถ่ายสเตมเซลส์ ก็ลองวิธีนี้ดูนะครับ
รักษาดีกว่าแผนปัจจุบันที่ต้องขูดแผล ล้างแผลทุกวัน..วิธีนี้ล้างครั้งแรก แล้วหยอดยาได้ตลอด
แผลจะค่อยๆตื้นขึ้นมา

ขอขอบคุณ : คุณหมอปรียาภา กำเนิดสิงห์
ที่มา : health4friends.lnwshop.com

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ใบยอ ย่างไฟ..รักษาโรคเกาต์

 ใบยอ ย่างไฟ รักษาโรคเกาต์ได้

ผลงานวิจัยโดยแพทย์แผนไทยศรีสะเกษ ได้ศึกษาวิจัยการบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
และอาการอักเสบจากโรคเก้าต์ โดยการใช้ใบยอ ย่างไฟ ใครที่มีปัญหาเรื่องปวดข้อ กล้ามเนื้อ
ใช้ยาแก้ปวดไปวันๆก็ไม่หายขาดสักที ก็ลองใช้วิธีนี้จากสมุนไพรพื้นบ้านของเราเอง
นางสาวณัฏฐณิชา ธรรมวัตร แพทย์แผนไทยประจำโรงพยาบาลศิลาลาด จ.ศรีสะเกษ ให้สัมภาษณ์ว่า
ได้ศึกษาวิจัยการบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาการอักเสบจากโรคเก้าต์ โดยการใช้ใบยอ ย่างไฟ
เนื่องจากวิธีเดิมในการบรรเทารักษาอาการปวดกล้ามเนื้อและอักเสบจากโรคเกาต์ ผู้ใช้แรงงาน ออกแรงกล้ามเนื้อ
เกินกำลังหรือออกติดต่อกันเป็นเวลานาน จะใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีการอักเสบภายใน 24 ชั่วโมง
และอาจใช้ยาทาเพื่อลดการอักเสบเฉพาะที่ เพื่อบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลัน ที่โรงพยาบาล
ศิลาลาด มีผู้ป่วยกลุ่มนี้ใช้บริการเฉลี่ยเดือนละ 160 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงาน อายุ 35-60 ปี เข้ารักษา
เฉลี่ยปีละ 6 ครั้งต่อคน ผู้ป่วยบางคนมีอาการปวดกล้ามเนื้อมากต้องใช้บริการถึงเดือนละ 2 ครั้ง จึงได้คิดค้น
วิธีการบรรเทาอาการปวดที่ประชาชนสามารถทำได้เอง โดยนำสมุนไพรพื้นบ้าน คือ ใบยอ ที่ใช้ทำห่อหมก
ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ทุกครอบครัวจะมีปลูกไว้ที่บ้านและหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดมาเป็นวัตถุดิบสำคัญ
ในการรักษาเนื่องจากใบยอมีสรรพคุณแก้ไข้ลดปวด ลดบวม อาการเคล็ดขัดยอก อาการปวดในข้อ
กล้ามเนื้อแพลง แก้โรคเกาต์ ปวดตามข้อเล็กๆ ของนิ้วมือได้

      วิธีการรักษาโรคเกาต์โดยใช้ ใบยอ ย่างไฟ

 วิธีการรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อนั้น จะนำใบยอ 5-10 ใบ มาล้างให้สะอาด แล้วนำไปย่างบนเตาถ่านด้วย
ไฟอ่อนประมาณ 1 นาที พร้อมโรยเกลือเล็กน้อยให้ทั่วใบยอ เพื่อเพิ่มการดูดซึมของสารในใบยอ ให้มากขึ้น
หลังจากนั้นนำผ้าสะอาดมาวางบริเวณที่มีอาการปวดหรืออักเสบ และวางใบยอที่ย่างไฟแล้ววางทับผ้าตาม
เพื่อป้องกันความร้อนจากใบยอถ่ายเทลงผิวหนังมากเกินไป ทับนานครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง
ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน หรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น

      ผลทดสอบใบยอย่างไฟ กับการรักษาโรคเกาต์

จากการติดตามผลการทดสอบใช้ใบยอย่างไฟใช้กับผู้ป่วยโรคเกาต์ 11 ราย ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ
บวมและอักเสบ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 – มิถุนายน 2557 พบว่า อาการปวดและอักเสบกล้ามเนื้อของกลุ่มผู้ป่วย
โรคเกาต์ทั้ง 11 ราย ลดลงถึง 10 รายที่มีอาการบวมตามข้อต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 99 ส่วนกลุ่มผู้มีอาการปวด
กล้ามเนื้อ ได้ใช้ใบยอ ย่างไฟ รักษา 57 ราย พบว่า 48 ราย มีอาการปวดลดลง รู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
คิดเป็นร้อยละ 84 โดยผู้ที่อาการปวดไม่ลดลง พบว่า ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง ไม่มีเวลา ไม่มีคนดูแลและ
ไม่มีคนช่วยหาวัสดุ
ใบยอ ย่างไฟ วิธีการรักษาอาการปวดและอักเสบของกล้ามเนื้อด้วยใบยอนี้ ประชาชนสามารถทำเอง
ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งยา ไม่เสียค่าใช้จ่าย หากมีใบยอปลูกอยู่ที่บ้านแล้ว หากไม่มีก็สามารถหาซื้อได้ง่ายตาม
ท้องตลาด ซึ่งราคาไม่แพง และที่สำคัญคือไม่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ รวมถึงเป็นการพัฒนาสมุนไพรในชุมชน
ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้นด้วย

    ใบยอ ประโยชน์ อื่นๆที่มีคุณค่า น่าศึกษาไว้

(1) ใบยอ ใบสด ใช้ห่อเนื้อและทำให้เนื้อมีรสยอ ใช้ทำอาหาร เช่น ห่อหมก ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ หรือเลี้ย
งตัวหนอนไหม แก้แผลพุพอง รักษาอาการปวดศีรษะ หรือไข้
(2) ใบยอทำยาพอก รักษาโรคมาลาเรีย แก้ไข้ แก้ปวด รักษาวัณโรค อาการเคล็ดยอก แผลถลอกลึกๆ
อาการปวดในข้อ แก้ไข้ แก้พิษจากการถูกปลาหินต่อย แก้กระดูกแตก กล้ามเนื้อแพลง
(3) น้ำสกัดใบยอ รักษาความดันโลหิตสูง เลือดออกที่เกิดจากกระดูกร้าว แก้ปวดท้อง เบาหวาน เบื้ออาหาร
ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่องท้องบวม ไส้เลื่อน อาการขาดวิตามินเอ
-----------------------------------------------------------------------------------
ที่มา : health4friends.lnwshop.com

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

10 สัญญาณของคนวัยทอง

วัยทองมาถึงทุกคนไม่พร้อมกัน ของผู้หญิงจะเร่ิมตั้งแต่ก่อนหมดประจำเดือน ส่วนใหญ่มักอยู่ในช่วงอายุ 45-50 ปี ผู้หญิงเมื่ออายุราว 40 ปีฮอร์โมนเพศจะเริ่มลดลง ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ร่างกายก็เริ่มปรับ เปลี่ยน วันนี้พยาบาลขอนำสัญญาณวัยทองของผู้หญิงมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เตรียมรับมือ สัญญาณเหล่านี้ได้แก่..
- ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก บางทีตามด้วยหนาวสั่น มักมีอาการช่วงกลางคืน
- อารมณ์แปรปรวนใจน้อย ร้องไห้ง่าย กลุ้มใจ ตกใจง่าย ซึมเศร้า หดหู่ ไม่มีสมาธิ
- นอนไม่ค่อยหลับ ตื่นกลางคืน
- ผมร่วง หนังศีรษะบาง
- ผิวบอบบาง ผิวแห้งหยาบกร้าน ริมฝีปากแห้ง กระ ฝ้า ขึ้นง่าย
- กล้ามเนื้อหดตัว ลีบลง ทำให้อ่อนล้า ปวดเมื่อยร่างกาย เคลื่อนไหวช้าลง
- ขนาดเต้านมเล็กลง เนื่องจากปริมาณไขมันและต่อมนำ้นมลดจำนวนลง
- ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะเล็ดเมื่อไอหรือจาม เนื่องจากระบบควบคุมปัสสาวะหย่อนยานลง
- ความจำสั้น หลงลืมง่าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
- สายตายาว
- เล็บเปราะ แห้งกร้าน แตกหักง่าย
- เบื่ออาหาร การย่อยอาหารและเผาผลาญทำได้น้อยลง เกิดไขมันสะสมที่หน้าท้อง
- ระบบสืบพันธ์ุปรับเปลี่ยน มดลูกเล็กลง ช่องคลอดแคบและบาง ขาดนำ้หล่อลื่น ทำให้เจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และเกิดการอักเสบติดเชื้อได้ง่าย
วัยทองเป็นเรื่องธรรมชาติ เกิดขึ้นกับทุกคน เราสามารถรับมือกับวัยทองอย่างฉลาดโดยเริ่มกิจวัตรที่เอาใจใส่ร่างกายช่วงเปลี่ยนผ่านของเราเช่น..
..ออกกำลังกายเพื่อรักษากล้ามเนื้อทุกส่วนให้กระชับ 
..กินและดื่มเฉพาะของที่มีประโยชน์กับร่างกาย 
..ลด ละ เลิก สิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ 
..พยายามพักผ่อนให้เต็มที่ 
..และฝึกสติรู้เท่าทันเมื่อมีเกิดอาการทางกายหรือทางใจเหล่านี้...
รู้ไว้ก่อน เพื่อเตรียมตัวก่อน จะได้ไม่เผลอกลุ้มใจหรือตกใจนะคะ
อ้างอิง เฟส Lek Sawaros
Cr : http://health4friends.lnwshop.com/

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สูตรสมุนไพรล้างไต ขับปัสสาวะ

 เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับไต 
ไตเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของ
ปัสสาวะเนื่องจากไตและกระเพาะปัสสาวะทำงานสัมพันธ์กัน เมื่อไตเกิดผิดปกติจึงส่งผล
ให้กระเพาะปัสสาวะผิดปกติไปด้วย เช่น ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ ปัสสาวะ
เป็นฟองมาก หรือบางรายอาจจะปัสสาวะออกมาเป็นเลือดก็ว่าได้ ซึ่งอาการเหล่านี้
เกิดจากการกินอาหารรสจัด หรือผู้ที่ชอบรับประทานอาหารมันๆเป็นประจำ เพราะฉะนั้น
จึงต้องมีการดูแลและรักษาสุขภาพไตของเราให้ดีอยู่เสมอ

 สูตรสมุนไพรล้างไต ขับปัสสาวะ
  •  กระชาย 1 ขีด
  • ​หอมแดง 1 ขีด
  • ข่า 1 ขีด
  • ตะไคร้ 1 ขีด
  • ​ใบมะกรูด 1 ขีด
  • ใบมะนาว 1 ขีด
  • ใบสาระแหน่ 1 ขีด
วิธีการทำ

       นำสมุนไพรทั้ง 7 ชนิดมาล้างให้สะอาด ใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำให้ท่วม ต้มให้เดือด 
จากนั้นนำมาดื่มให้หมดใน 1 มื้อ อัตราการใช้ 1 หม้อต่อ 1 วัน ไม่ควรนำกลับมาต้มซ้ำ
(ต้ม 3 เอา 1) ควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง ดื่มติดต่อกัน 1 สัปดาห์จะเห็นผลจากปัสสาวะดีมาก

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : facebook.com/พระอธิการ นพดล กันตสีโล วัดหนองรั้ว
Cr : http://health4friends.lnwshop.com/
 

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

ข้อคิดทางธรรมะจากงานศพ

ข้อคิดทางธรรมะที่ได้จากงานศพ
ในการจัดการศพ จะมีประเพณีปฏิบัติบางอย่างที่ทำมาแต่โบราณ
ซึ่งสอดแทรกความหมายทางธรรมไว้  เรามาดูกันครับ

1. มัดตราสังข์สามเปราะ
 มัดที่คอ หมายถึง บ่วงรักลูก
มัดที่มือ หมายถึง บ่วงรักสามี - ภรรยา
มัดตรงข้อเท้า หมายถึง บ่วงรักทรัพย์สมบัติ
ติดอยู่สามบ่วงนี้ ไปนิพพานไม่ได้ ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏไม่มีจบสิ้น
 
2. เคาะโลงรับศีล
ไม่ใช่ให้คนตายมารับศีลแต่เพื่อเป็นการบอกคนที่มาร่วมงานว่า
อย่าเอาแต่มัวประมาทขาดสติ ไม่สนใจในหลักธรรมคำสอน
เมื่อตายไปหมดโอกาสทำความดี จะเคาะจนโลงแตกก็ลุกขึ้นมาไม่ได้
 
3. สวดอภิธรรม
มักสวดเป็นภาษาบาลี คนเป็นฟังไม่รู้เรื่องจึงนึกว่าสวดให้คนตาย แต่จริงๆ
แล้วเป็นการสวดเพื่อสอนคนที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะได้นำหลักธรรม
ไปปฏิบัติให้เกิดผลดีในชีวิตประจำวัน ดังนั้นแม้จะฟังไม่เข้าใจแต่เพื่อ
ให้การฟังสวดอภิธรรมเกิดผลควรสำรวมส่งจิตไปอยู่กับเสียงพระสวด
ให้จิตสงบนิ่งอยู่กับเสียงพระสวดก็จะเกิดสมาธิจิตได้
 
4. บวชหน้าไฟ
มักเข้าใจกันว่า เป็นการบวชจูงผู้ตายขึ้นสวรรค์ความจริงนั้น ไม่ใช่
เพราะการบวชหน้าไฟเป็นการปลงธรรมสังเวชต่อการเกิด แก่ เจ็บ และตายในที่สุด
มนุษย์ก็มีเท่านี้ ทำให้เกิดการเบื่อหน่ายต่อชีวิตในโลกียวิสัย ไม่ประสงค์จะอยู่ในเพศฆราวาส
แล้วพอใจในสมณะเพศมุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น เข้าสู่มรรคผลนิพพาน
 
5. การนิมนต์พระจูงออกหน้าศพ
เพื่อจะสอนคนที่ยังอยู่ให้ได้สำนึกว่าตอนที่ยังอยู่ต้องเดินตามหลังพระ หมายความว่า
ให้ดำเนินชีวิตตามพระธรรมคำสั่งสอนพระพุทธเจ้านั่นเอง จึงจะอยู่ดีมีสุข มีความเจริญก้าวหน้า
 
6. การเวียนซ้าย 3 รอบ
หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้งสามอันมี กามภพ รูปภพ อรูปภพ
ด้วยอำนาจกิเลสตัณหาอุปทานก็จะเป็นทุกข์ไม่จบสิ้น ฉะนั้นต้องทวนกระแสกิเลส
เป็นการสอนธรรมชั้นสูงจึงได้พาศพเวียนซ้าย
 
7. การใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ
เพื่อชี้ให้เห็นว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำสะอาด บริสุทธิ์ ผู้เข้าสู่มรรคผลนิพพาน ต้องชำระจิต
ให้สะอาดด้วยน้ำทิพย์จากพระธรรม

ที่มา : http://health4friends.lnwshop.com/
 

การ เตรียมสภาพแวดล้อม เพื่อ "นำทาง" ให้กับผู้ป่วยก่อนจะทิ้งร่างไป

สภาพกราฟสมองของคนหลังความตาย
"การศึกษาทางประสาทสรีรวิทยา นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน
พบว่าหนูที่ตายใหม่ๆ หัวใจหยุดทำงาน เลือดหยุดไปเลี้ยงสมอง แต่คลื่นสมอง
ยังคงอยู่ในภาวะ "ตื่นตัวขั้นสูง" บ่งบอกถึงการมีสติสัมปชัญญะของคนเมื่อหัวใจหยุดเต้น"
ดังนั้น ทางการแพทย์บอกว่า "ตาย" แต่สมองยังทำงานอยู่ เป็น "การสร้างภาพจากสังขารจิต
20 นาที" ว่าจะไปภพภูมิใด ดังนั้น จึงควร "เหนี่ยวนำ ไม่ให้นิมิตมาหลอกหลอน 20 นาที
หลังหัวใจหยุดเต้น (กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต) การเข้าสู่ความมืด(ภวังคจิต) บังสุกุล
คำศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาสนาจะปลุกจิตให้ตื่นหรือถอนออกมาเอง" แปลว่า ต่อให้ก่อนตาย
ญาติและคนไข้ได้เตรียมตัวเหนี่ยวนำจิตเป็นอย่างดี จนตายไปแล้ว (ก็คือหัวใจหยุดทำงาน)
สมองก็ยังเหนี่ยวนำสิ่งที่ทำก่อนตายอยู่ เช่น ถ้ากำลังสวดมนต์ภาวนา ตายไปแล้วจิตและ
สมองก็ยังหมกมุ่นอยู่กับการสวดมนตร์ภาวนา ดวงจิตก็ย่อมเปลี่ยนภพภูมิไปที่ดี
แต่หากสมมติว่า ก่อนตายเตรียมตัวดีมาก แต่เมื่อตายไปแล้ว ญาติๆ ร้องไหร้ระงึมเสียงดังลั่น
หรือ ลูกหลานทะเลาะแย่งสมบัติด้วยเสียงเซ็งแซ่ บรรยากาศเหล่านนั้นก็จะเหนี่ยวนำให้สมอง
ครุ่นคิดตรงนั้นและก็นำพาดวงจิตไปสู่ภพภูมิไม่ดีได้นั่นเอง
สภาพจิตของคนหลังความตาย 
จิตหลังความตาย 20 นาทีแรกจึงมีความสำคัญในการเปลี่ยนภพด้วย ดังนั้น สิ่งที่ควรทำหลัง
ความตาย 20 นาทีแรก คือ สวดมนต์ และอีกสิ่งที่อาจารย์อาภรณ์ทำประจำคือ เมื่อรู้ว่ามีคนไข้ตาย
ก็จะหยิบขวดน้ำมนต์เย็นๆ ในตู้เย็นติดมือไป และหยดน้ำมนต์ที่ตาที่สาม (จักระ 6) ตรงหน้าผาก
หว่างคิ้ว เพื่อให้ความเย็นของน้ำไปส่งสัญญาณให้สมองที่ตรงกลางข้างในซึ่งยังทำงานอยู่ได้
ตื่นตัวฟังเสียงสวดมนต์หรือบังสุกุล แต่ถ้าใครไม่มีน้ำมนต์ ก็ให้ใช้น้ำเย็นธรรมดาก็ได้
เพื่อว่านำ้เย็นจะช่วยดึงให้จิตของคนตายอยู่กับเสียงสวดมนต์ตลอดเวลาจนกว่าจะดับจิตไปและ
ไม่ให้จิตไปสดุดเอากับอกุศลกรรม หรือ อบายภูมิ ที่ไม่ดี ที่อาจทำให้เขาตกไปในภพภูมิที่ไม่ดี 
การช่วยทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คนตายได้เปลี่ยนภพภูมิที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ตอนที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องทำความดี
ละความชั่ว ขัดเกลาจิตใจให้ผ่องใสด้วย จะได้พร้อมเปลี่ยนภพภูมิได้ทุกที่ ทุกเวลา

ที่มา : VDO อ.อาภรณ์   เชื้อประไพศิลป์
credit : http://health4friends.lnwshop.com/

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สูตรทำแชมพูบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ

 ส่วนผสมมีดังนี้

             1.แชมพูออย(EMAL 28CT)                              1/2  กก.
             2.ผงฟอง(ช่วยให้ฟองมาก)                               50   กรัม
             3.เกลือแกงหรือผงข้น(ช่วยให้น้ำยาข้นขึ้น)  125– 150  กรัม  
             4.ลาโนลิน (ช่วยให้เส้นผมลื่น)                           50  กรัม           
             5.น้ำสะอาด (หรือน้ำสมุนไพรชนิดที่ต้องการ)        1.5  กก. (หรือลิตร)
             6.น้ำหมักชีวภาพมะกรูด,มะเฟือง                       1/2   ถ้วยตวง
             7.น้ำหอมกลิ่นตามชอบ  ปริมาณเล็กน้อย

วิธีทำ
          1. แบ่งน้ำปริมาณเล็กน้อยใส่ภาชนะ ตั้งไฟพอน้ำร้อน นำลาโนลินลงละลายในน้ำร้อน แล้วพักไว้
          2. นำน้ำสะอาดที่เหลือ (หรือน้ำสมุนไพรชนิดที่ต้องการ)ใส่ในภาชนะใบใหญ่ (ควรใช้ภาชนะพลาสติกหรือสแตนเลส)
         
 3. ค่อยๆใส่ผงฟองลงในน้ำทีละน้อยๆ พร้อมกับคนให้ผงฟองละลายจนหมด 
          4. ใส่แชมพูออย ลงในน้ำผสมผงฟองที่เตรียมไว้ในข้อ 3  คนให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วใส่น้ำหมักชีวภาพ
          5. จากนั้นค่อยๆใส่เกลือแกงทีละน้อย คนให้ละลาย(ไม่ต้องถึง150 กรัมก็ได้ ดูว่าน้ำยาข้นก็พอ ถ้าใช้มากเกินไปน้ำยาจะเหลว)
          6. ใส่ลาโนลีนที่เตรียมไว้(จากข้อ 1) ลงไป
          7. ใส่กลิ่นตามที่ต้องการ แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ฟองยุบตัวจึงกรอกใส่ในภาชนะเก็บไว้ใช้
ข้อควรทราบ 
           1. ถ้าทำใช้เฉพาะในครัวเรือนไม่ควรทำครั้งละมากๆเพราะไม่ได้ใส่วัตถุกันเสีย(จากสูตรได้แชมพูมากกว่า 2 กก. อาจแบ่งใส่ขวดเล็กๆมาใช้ ที่เหลือก็เก็บในตู้เย็น) 
           2. การใส่เกลือ(ผงข้น)ควรใส่ประมาณ 125 กรัม ก่อน ถ้าเห็นว่าแชมพูข้นแล้วก็ไม่ต้องเพิ่ม เพราะถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้แชมพูคืนตัว เหลว
           3. สมุนไพรที่นำมาใส่ในแชมพูสระผมมีหลายชนิด ควรศึกษาถึงคุณสมบัติของสมุนไพรแต่ละชนิดก่อนและเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง  ตัวอย่างเช่น
               - น้ำที่สกัดจากดอกอัญชันดอกสีน้ำเงิน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้รากผมแข็งแรง เมื่อใช้ได้สักระยะหนึ่งจะสังเกตเห็นว่ามีผมร่วงน้อยลงและมีผมใหม่ขึ้นมากกว่าเดิม  เตรียมน้ำดอกอัญชันโดยใส่น้ำลงในหม้อ(ปริมาณไม่ต้องมากนัก) ต้มน้ำให้เดือด แล้วนำกลีบดอกอัญชันใส่ลงในน้ำเดือด ใช้ทัพพีคนคลุกเคล้าไปมาจนกลีบดอกอัญชันสีซีดลงและน้ำเป็นสีน้ำเงินเข้ม จึงกรองเฉพาะน้ำมาใช้ เมื่อผสมแล้วจะได้แชมพูสีม่วงสดใส แต่สีม่วงในแชมพูนี้จะค่อยๆสลายตัวไปทีละน้อยเนื่องจากเป็นสารธรรมชาติ สลายตัวได้ง่าย แต่สามารถยืดอายุด้วยการเก็บในตู้เย็น
               - น้ำที่สกัดจากผลมะคำดีควาย มีคุณสมบัติลดรังแค รักษาอาการชันนะตุและเชื้อราบนหนังศีรษะ เตรียมโดยใช้ผลมะคำดีควายแห้ง(หาซื้อได้ตามร้านขายสมุนไพรหรือยาไทยแผนโบราณ)แช่น้ำให้ผลนุ่มก่อนแล้วต้มให้เดือด กรองเอาเฉพาะน้ำมาใช้
               - ว่านหางจระเข้  วุ้นใสๆที่ใบมีคุณสมบัติช่วยบำรุงผมให้นุ่มชุ่มชื้น เตรียมได้โดยปอกเปลือกใบว่านหางจระเข้ออกให้หมด แล้วล้างยางสีเหลืองให้หมด(ถ้าล้างยางไม่หมด ยางจะกัดผิวหนัง) นำวุ้นมาใส่โถปั่นให้ละเอียด แต่สารสำคัญในวุ้นนี้จะสลายตัวได้ง่ายมาก ถ้าทำใหม่ๆใช้สดๆจะได้ผลดีกว่าที่ทำทิ้งไว้นาน
           4. น้ำหมักชีวภาพที่นำมาทำแชมพูสระผม มีหลายชนิด เช่น มะกรูด มะเฟือง ส้มป่อย  มีฤทธิ์เป็นกรดช่วยชะล้างความสกปรก และมีสรรพคุณทางสมุนไพรตามแต่ชนิดของผลไม้ 
คุณสมบัติของสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการดูแลหรือบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ
        - ผลมะกรูด น้ำจากผลมะกรูดจะมีฤทธิ์เป็นกรดค่อนข้างมาก(pH 3.5) เมื่อนำมาผสมน้ำให้เจือจางใช้สระผม จะช่วยสลายไขมันและชะล้างสิ่งสกปรกที่เกาะบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ดี (การใช้น้ำมะกรูดสระผมที่ถูกวิธี ต้องผสมน้ำเพื่อลดความเข้มข้น ไม่ควรใช้ชะโลมบนเส้นผมโดยตรง เพราะจะทำให้เส้นผมเปราะขาดง่าย)  
        - ผิวมะกรูด น้ำมันจากเปลือกผลมะกรูดมีกลิ่นหอม และช่วยบำรุงให้เส้นผมเป็นเงางาม        

        - ผลมะเฟือง น้ำจากผลมะเฟืองมีฤทธิ์เป็นกรด(ค่อนข้างมาก pH 2.5-3) ช่วยสลายไขมันและชะล้างสิ่งสกปรกที่เกาะบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ดี  เมื่อนำมาผสมน้ำให้เจือจางลงใช้สระผมจะช่วยบรรเทาอาการคันศีรษะได้
        - ผลมะคำดีควาย น้ำที่สกัดจากผลมะคำดีควาย จะมีคุณสมบัติช่วยลดรังแค รักษาอาการชันนะตุหนังศีรษะเป็นเชื้อรา แต่การใช้ต้องระวังไม่ให้เข้าตา เพราะจะแสบมาก
        - ดอกอัญชัน  น้ำที่สกัดจากดอกอัญชัน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต หากนำมานวดหนังศีรษะและหมักผมก่อนสระ 15 นาที หรือผสมลงในแชมพูสระผม เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยทำให้รากผมแข็งแรงขึ้น เส้นผมไม่หลุดร่วงง่าย 
        - ต้นตะไคร้ น้ำที่สกัดจากต้นตะไคร้(ต้นตะไคร้ทุบให้แตกต้มกับน้ำสะอาด)ใช้หมักผมก่อนสระหรือผสมในแชมพู เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการเส้นผมแตกปลาย ลดรังแค
        - ใบว่านหางจระเข้  วุ้นใสๆที่ได้จากใบว่านหางจระเข้ ใช้หมักผมก่อนสระ เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยให้ผมนุ่มสลวย หวีง่าย และช่วยรักษาแผลบนหนังศรีษะ
        - ต้นฟ้าทลายโจร น้ำที่สกัดจากฟ้าทลายโจร(ใบ ต้น ฝัก) จะมีสารยับยังการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด ใช้หมักผมก่อนสระหรือใช้ผสมกับแชมพูสระผม เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยลดอาการเส้นผมหลุดร่วงง่าย 

ขอบคุณข้อมูลจาก krupawana ดอทคอม
รูปจาก สารนุกรมความรู้
ที่มา http://health4friends.lnwshop.com/